การฟื้นฟู
ความสามารถในด้านการทรงตัวและการเดิน
ตามแบบ "สูงวัยไม่ล้ม"
ความสามารถในด้านการทรงตัวและการเดิน
ตามแบบ "สูงวัยไม่ล้ม"
ของการฝึกแบบสูงวัยไม่ล้ม
ท่าฝึก 7 ท่าหลัก
-------------------------------------------
เดินหน้าโดยจับราว
เดินหน้าโดยไม่จับราว
เดินด้านข้าง (ซ้ายและขวา) โดยจับราว
เดินด้านข้าง (ซ้ายและขวา) โดยไม่จับราว
เดินถอยหลังโดยจับราว
เดินถอยหลังโดยไม่จับราว
เดินโดยมีการทำกิจกรรมคู่ขนาน (Dual Task) เช่น ก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง รับ-ส่งลูกบอล หรือพูดคุยระหว่างเดิน
ระยะเวลาในการฝึก
-------------------------------------------
ฝึกเดินคาบละ 20-30 นาที
ขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้รับการฝึก
ฝึกสัปดาห์ละ 2 คาบ
การฝึกต่อเนื่องรวม 12 คาบ
หลักการปรับการพยุงประคองในระหว่างการฝึก
-------------------------------------------
ชุดพยุงน้ำหนักตัว
ผู้รับการฝึกจะต้องสวมชุดพยุงน้ำหนักตัวเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงในการหกล้ม ชุดพยุงมีหน้าที่ป้องกันอันตรายจากการหกล้มระหว่างฝึก แต่ไม่ต้องใส่แรงยกพยุงช่วยในการทรงตัว
ผู้แนะนำการฝึกควรปรับระดับแรงพยุงน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ในขั้นเริ่มต้นไม่เกิน 20% ของน้ำหนักตัวผู้รับการฝึก และลดลงในการฝึกแต่ละครั้งจนเหลือ 0 กิโลกรัมของน้ำหนักตัวผู้รับการฝึก โดยพิจารณาจากความสามารถในการทรงตัว การควบคุมกล้ามเนื้อ และระดับความแข็งแรงเบื้องต้น ในแต่ละช่วงสัปดาห์หรือแต่ละรอบการฝึกตามความเหมาะสม
แบบสูงวัยไม่ล้ม
ในส่วนของโปรแกรมการฝึกนั้นจะประกอบด้วย
การฝึกเดิน 12 คาบ
การประเมินระดับความสามารถในด้านการทรงตัวและการเดินก่อนเริ่มการฝึก และการประเมินติดตามผลหลังการฝึกครบ
-------------------------------------------
ทั้งนี้การประเมินก่อนการฝึก
สามารถนัดผู้รับการฝึกมารับการประเมินก่อนคาบที่ 1 หรือจะทำในวันเดียวกับที่นัดมาฝึกคาบที่ 1 ก็ได้
ประเมินอีกครั้งหลังการฝึกในคาบที่ 12
หากผู้รับการฝึกมารับการฝึกไม่ครบ 12 ครั้ง ให้ประเมินระดับความสามารถในด้านการทรงตัวและการเดินหลังจากครั้งสุดท้ายที่มารับการฝึก
หลักการปรับความเร็วในระหว่างการฝึก
-------------------------------------------
การปรับความเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกตามแบบ “สูงวัยไม่ล้ม” เพื่อช่วยให้ผู้รับการฝึกได้พัฒนาการตอบสนองของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิธีการปรับความเร็วคือเริ่มที่ความเร็วช้าที่สุด แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น
แนะนำผู้รับการฝึกให้พยายามตั้งตัวตรง เดินก้าวตามสายพาน ทั้งนี้ผู้แนะนำการฝึกต้องหมั่นถามและสังเกต หากพบว่าผู้รับการฝึกเริ่มก้าวไม่ทัน หรือต้องใช้ความพยายามมากในการก้าวให้ทันสายพาน หรือมีอาการเบี่ยงเบนของท่าเดินมากขึ้น แสดงว่าเร็วไป ต้องปรับลดความเร็วลง เมื่อเพิ่มความเร็วได้ถึงประมาณ 2 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถเปลี่ยนไปฝึกในขั้นสูงขึ้นไปได้หนึ่งขั้น